ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยวคือ การได้ไปเปิดโลกทำความรู้จักประเทศหรือวัฒนธรรมอื่นในแง่มุมที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน สิ่งเหล่านี้บางอย่างก็เห็นได้ง่าย เช่น ภาษา เครื่องแต่งกาย ศาสนา การปกครอง หรือสกุลเงิน ถึงกระนั้น ยังคงมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายที่อาจผ่านไปโดยเราไม่ทันสังเกต ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเลียนเสียงสุนัขเห่าว่า woof woof! แต่ในประเทศไทยกลายเป็น โฮ่งโฮ่ง! แถมเรื่องปลีกย่อยพวกนี้ก็มักจะเป็นอะไรที่เท่เก๋ไก๋ที่สุดเสียด้วยสิ

แนวคิดเกี่ยวกับโชคลางทั้งดีและร้ายนั้นนับเป็นอีกแง่มุมที่แตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม ความเชื่อบางอย่างปรากฏอยู่ในหลายวัฒนธรรม เช่น แมวดำ ตัวเลขมงคลหรืออัปมงคล อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นเรื่องเฉพาะวัฒนธรรมหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น สีแดงเป็นสีที่มีนัยสำคัญสำหรับหลายประเทศ คนเกาหลีถือว่าการเขียนชื่อตัวเองด้วยหมึกสีแดงจะนำมาซึ่งโชคร้ายอย่างที่สุด บ้างก็ว่าถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย! ในอิสราเอล ถ้าผูกเชือกสีแดงไว้ที่ข้อมือ เชื่อกันว่าจะช่วยขับไล่ความชั่วร้ายไม่ให้มาย่างกราย ในไต้หวัน การสวมใส่ชุดชั้นในสีแดงช่วยนำโชคดีเกี่ยวกับการพนัน ส่วนในโปแลนด์ว่ากันว่าจะให้โชคด้านการสอบ ...พูดถึงเรื่องการสอบ ถ้าอยากสอบให้ผ่าน คนเกาหลีบางคนถือไม่ให้กินซุปสาหร่ายในวันสอบ แต่ถ้าเป็นในเวียดนามห้ามกินไข่ เพราะไข่แทน 0 คะแนน ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้

หากเกิดหิวขึ้นมาระหว่างเดินทาง อย่าลืมนึกถึงธรรมเนียมท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารการกินด้วย ในจีน พ่อแม่จะสอนลูกหลานว่า ถ้าไม่กินข้าวให้เกลี้ยงชาม โตไปจะได้สามีภรรยาหน้าตาไม่งาม ส่วนคนไทยพูดกันว่า คนที่กินอาหารชิ้นสุดท้ายในจานจะได้แฟนหล่อแฟนสวย ในโรมาเนีย ผู้หญิงจะได้สามีหน้าตาไม่ดีหากมีอาหารเหลือบนจาน และคนที่นั่งกินอาหารตรงมุมโต๊ะจะอยู่เป็นโสดตลอดไป! คนอิสราเอลถือกันว่าห้ามส่งมีดให้กับมืออีกฝ่ายโดยตรง ไม่อย่างนั้นมิตรภาพจะถูกตัดขาดสะบั้น แต่ให้วางมีดลงบนโต๊ะแล้วให้อีกฝ่ายหยิบขึ้นมาเอง นอกจากนี้ ถ้าอยู่ในเวียดนามตรงกับวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ ให้หลีกเลี่ยงอาหารจานเป็ด หมึก หรือเนื้อสุนัข ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ!

หรือถ้ากำลังวางแผนไปแต่งงานที่ต่างประเทศ ก็มีความเชื่อว่าด้วยโชคดีโชคร้ายให้ลองพิจารณาด้วยเช่นกัน ในวัฒนธรรมตะวันตก เชื่อว่าหากเจ้าสาวพกของสี่ชิ้นไว้กับตัว ได้แก่ ของเก่า ของใหม่ ของที่หยิบยืมมา และของสีฟ้า รับรองว่าจะนำพาโชคดีมาให้ นอกจากนี้ เจ้าบ่าวจะประสบเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งหากแอบไปเห็นเจ้าสาวก่อนเข้าพิธีแต่งงาน บางประเทศในยุโรป เช่น สเปนและบัลแกเรีย อย่าปัดกวาดเช็ดถูหรือทำความสะอาดบริเวณรอบๆ เท้าถ้าไม่อยากไร้คู่ชีวิต!

ตัวเลขก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยว่าด้วยเรื่องความเชื่อโชคลาง โดยเฉพาะในเอเชีย เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวจีนมักหลีกเลี่ยงเลข 4 เท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในเลขที่ถนน ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เนื่องจากเลข 4 ในภาษาจีนออกเสียงคล้ายคำที่มีความหมายว่า “ตาย” ในทางตรงกันข้าม เลข 8 จัดเป็นเลขมงคลเพราะออกเสียงคล้ายคำว่า “ร่ำรวย” ถ้าเบอร์โทรศัพท์ของคุณคือ 888-8888 คงโชคดีสุดๆ ไปเลย!

ในเวียดนาม ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพที่มีคนอยู่สามคน เพราะคนตรงกลางอาจจะถึงฆาตได้ อีกทั้งหลายวัฒนธรรมทางฝั่งโลกตะวันตกก็แนะนำให้เลี่ยงหมายเลข 13 ซึ่งแน่นอนว่าวันแห่งความโชคร้ายสุดขีดก็หนีไม่พ้นวันศุกร์ที่ 13 นี่เอง

ปิดท้ายกันด้วยลิสต์ความเชื่อเรื่องโชคลางจากนานาประเทศ

- เกาหลีมีความเชื่อเกี่ยวกับการนอนหลับอยู่มากมาย ถ้าฝันเห็นสุนัขแปลว่าจะพบโชคร้าย แต่ถ้าฝันเห็นหมูหมายความว่าจะโชคดีไปทั้งวัน และเมื่อเข้านอน อย่าวางหมอนเปล่าไว้บนเตียง ไม่อย่างนั้นอาจมีภูติผีวิญญาณมานอนเป็นเพื่อน!

- คนจีนถือไม่ให้สระผมช่วง 2-3 วันแรกของปี เพราะเชื่อว่าจะชะล้างโชคลาภออกจากตัว

- ในเวียดนามและไทย อย่าชมทารกว่าน่ารัก สวย หรือหล่อ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ออกมาตรงข้ามกับที่พูด

- ในสเปน ว่ากันว่าโชคร้ายจะมาเยือนหากกางร่มในอาคารหรือทำเกลือหกบนโต๊ะ แต่จะมีโชคถ้าเอาตั๋วลอตเตอรีไปถูกับท้องของหญิงมีครรภ์ ที่สำคัญต้องแน่ใจก่อนนะว่ารู้จักกัน ไม่ใช่ไปถูสุ่มสี่สุ่มห้า!

- วัฒนธรรมตะวันตกเชื่อว่าจะประสบเคราะห์หากเดินลอดใต้บันได ทำกระจกแตก แมวดำเดินตัดหน้า หรือพูดถึงเรื่องร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

- คนฝรั่งเศสไม่นิยมใส่เสื้อผ้าใหม่ในวันศุกร์ ทั้งยังถือห้ามไม่ให้ดอกคาร์เนชันหรือเบญจมาศเป็นของขวัญ และอย่าวางหมวกบนเตียง เพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งโชคร้าย

- ในรัสเซีย หากลืมของไว้ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปเอา อย่าลืมส่องกระจกด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงโชคร้าย แล้วก็ไม่ควรจูบหรือทักทายกันที่ประตู ไม่เอาขยะออกไปทิ้งหลังตะวันตกดิน และห้ามใช้มีดส่งอาหารเข้าปาก

- ตามความเชื่อแบบอาหรับ ถ้ารู้สึกคันที่มือขวา อีกไม่ช้าจะได้เจอใครบางคนที่ไม่ได้พบกันนาน ยินดีด้วย!

คงจะยากอยู่สักหน่อยถ้าจะจำให้ได้ทุกข้อ แต่ไม่ต้องกังวลไป ถึงเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวแล้วเกิดลืมขึ้นมา มั่นใจได้เลยว่าเดี๋ยวคนพื้นที่สักคนก็จะช่วยให้คุณจำได้ขึ้นมาเอง

มีสถานที่มากมายในญี่ปุ่นที่สามารถไปเอ็นจอยอิ๊ททิ่งกันให้พุงบาน  แต่ไม่ใช่ทุกเมืองที่จะมีชื่อติดอันดับท็อปเมืองที่มีของอร่อยเด็ดได้อย่างโอซาก้า ถึงขนาด มีคำพูดติดปากของชาวโอซาก้าว่า คุอิดาโอเระ (食い倒れ) ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า “กินกันให้ตายไปเลย” (ฉันชอบความคิดนี้ ฉันว่าพวกนางคล้ายคนไทย) ชาวโอซาก้าถือว่าเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ เห็นได้ง่ายจากการที่ในเมืองมีร้านอาหารเด็ดๆ เยอะเว่อๆ ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับมือใหม่มาลองฝีมือ หัดทำก๊องแก๊งๆ หรอก ถ้าฝีมือไม่ถึงกินแล้วไม่ถูกปากชาวโอซาก้าก็ต้องปิดตัวไปเท่านั้นเอง คิดดูละกันว่าโอซก้ามีร้านอาหารที่ได้รวมใน Michelin guide อยู่ถึง 99 ร้าน ( 4 ร้านในนั้นได้คะแนนเต็ม 3 ดาวที่แปลว่า แค่เดินทางไปกินอย่างก็คุ้มทริป มันอร่อยกันขนาดนั้น) สถาบันสอนทำอาหารชื่อดังอย่าง Tsuji ก็ก่อตั้งที่โอซาก้า สถานบันที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า เป็นหนึ่งในสถานบันสอนทำอาหารที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น เห็นรึยังว่าวัฒนธรรมการกินของโอซาก้ามันบรรเจิดขนาดไหน 

เหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วไป ที่ร้านอาหารมักจะไปกระจุกตัวอยู่ตามแหล่งช้อปปิ้งและที่เที่ยวกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นร้านหรูเริ่ดราคาเท่าเงินเดือนสามเดือนแถมไม่จองล่วงหน้าเข้าไม่ได้หรือจะเป็นร้านข้างทางไซส์เท่ารูมด ไม่หรูหราแถมไม่เคยปรากฏตัวในหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คหรือนิตยสารที่ไหน แต่รับรองว่า ไม่ว่าจะกินแพงหรือกินถูกก็อร่อยไปได้คนละแบบ 

ถ้าไม่อยากวุ่นวายหากันให้ยาก ก็เชิญพุ่งตรงไปที่เขตอุเมดะ (Umeda) ทางตอนใต้ของโอซาก้า แล้วจะพบกิจกรรมการกินแบบไม่รู้จบ ตึกสำนักงานมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ห้างสรรพสินค้าเรียงรายรอขาช้อปมาใช้จ่าย สถานีรถไฟใหญ่โตมโหระทึก ผู้คนนับพัน(หรืออาจจะหมื่น) สัญจรผ่านไปผ่านมา (หืม ให้อารมณ์เหมือนเสาวรีย์บ้านเราเธอว่ามั้ย) จะกิน ดื่ม ช้อป เดินโต๋เต๋รอแฟนก็มารวมตัวกันที่นี่หมด อีกโซนที่นักกินควรจะไปเยือนคือ โดทงโบริ (Dotonbori) ถนนที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1600 ย่านนี้เคยเป็นแหล่งบันเทิงของโอซาก้า โรงละครหุ่นเชิดและโรงละครคาบูกิโดนรื้อไปหมดแล้ว แต่ร้านอาหารยังคงอยู่ ถนนเส้นนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนตลอดทั้งชาวต่างชาติทั้งคนท้องถิ่น ที่นี่แลนด์มาร์คเด่นๆ อยู่หลายอย่าง เช่น ปูยักษ์หน้าร้าน Kani Doraku หรือจะเป็นผู้ชายกูลิโกะคนนั้น ที่ใครไปก็ต้องไปโพสต์ท่าแข่งอยู่เรื่อยไป (ทำไม?) อย่างไรก็ดี สิ่งนี้มาทำให้ฉันไขว้เขวไปจากอาหารไม่ได้หรอกนะ 

อาหารตำหรับโอซาก้านั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นแดนปลาดิบ เมนูมีมากมายหลากหลาย กินกันจนตัวแทบปลิ้น เริ่มด้วยทาโกยากิร้อนๆ ไส้ปลาหมึกเหนียวหนึบกรุบๆ จิ้มซ๊อสข้น อร่อยเหอะ อย่ารีบกินมาก ปากพอง อย่ามาว่าฉัน ร้านส่วนใหญ่มักจะมีเทปปันยากิ ปรุงกันสดๆ ตรงหน้าและอีกเช่นกัน เกือบทุกร้านจะมี คิทสึเนะอุด้ง (kitsune udon) อุด้งเส้นข้าวสาลีเสิร์ฟพร้อมเต้าหู้ทอด ถ้ายังไม่หนำใจก็ไปต่อด้วย โอโคโนมิยากิ อีกซักยก 

วันต่อมา ถ้าอยากยกระดับชีวิตขึ้นอีกหน่อย จงไปสรรหาร้านที่มีเนื้อมัตสึซากะ ที่ผลิตกันไม่ใกล้ไม่ไกลเมืองมัตสึซากะห่างไปแค่ประมาณสองชั่วโมงเท่านั้น สิ่งนี้อาจจะไม่คุ้นหูสำหรับบางคน ไม่เหมือนเนื้อโกเบ แต่เนื้อมัตสึซากะแพงที่สุดในโลกนะจ๊ะ ขอบอก นางน้องวัวนี่โดนนวดอย่างดี กินเบียร์อาทิตย์ละหน เนื้อเลยออกมานุ่มแทบละลายในปาก 

แต่ใครรีบเที่ยว ไม่มีเวลาเยอะแยะ โอซาก้าก็มีตัวเลือกสำหรับอาหารด่วนๆ อาหารกล่อง แผงก๋วยเตี๋ยว อาหารตามข้างทางและไคเต็นซูชิ (ซูชิสายพานหมุนๆ ไงเธอ) ก็มีอีกมากมายให้เลือกกินตามแต่เวลาที่เอื้ออำนวย 

เอาจริงๆ เรื่องกินที่โอซาก้ามีอีกมาก เขียนหนังสือได้เป็นเล่ม ยาวเป็นภาคต่อเหมือน Game of Thrones ถ้าเดินๆ แล้วท้องร้อง เธอก็แค่เตรียมเงินให้พร้อม (เธอจะไปขอล้างจานตอนเค้าเรียกเก็บเงินไม่ได้หรอกนะ) เดินดิ่งไปหาแหล่งคนชุกชุม เห็นญี่ปุ่นมุงๆ อะไรกันเธอก็มั่วไปกินกับเค้าเถอะ รับรองไม่ผิดหวัง 

เขียนมาเยอะแล้ว ลาก่อน ฉันจะรีบไปจองโรงแรมใดๆ ฉันจะฝังตัวอยู่ในอโกด้า แลบุ๊คกิ้งดอทคอม ฉันจะจัดทริปพาตัวไปทัวร์กินกับเค้าบ้าง

อาหารลาว

posted on 16 May 2013 13:34 by alonniy in Wayfarer directory Food, Travel

สำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อาหารการกินที่ลาวถือว่าไม่ขาดแคลนเลยทีเดียว รสชาติอาจจะไม่จัดจ้านเผ็ดร้อนอย่างอาหารไทย แต่ก็ถือว่า ยังรสจัดกว่าอาหารของชาติเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือเขมร ยิ่งตามเขตชายแดนทางด้านทิศตะวันตกที่ติดกับภาคอีสานของไทย อาหารการกินก็จะมีความคล้ายคลึงกับอาหารอีสานบ้านเรา เพียงแต่อาหารบางอย่างเช่น ลาบหรือตำหมากหุ่ง (ส้มตำ) จะรสจัดน้อยกว่าหน่อย เหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวธาตุอ่อน ท้องไม่ค่อยรับอาหารเผ็ด 

อาหารลาวดั้งเดิมจะเน้นที่ความสด ปรุงไม่มากและไม่นาน เน้นสมุนไพรเยอะๆ อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบตุ๋น ต้ม ย่าง บางอย่างก็จิ้มด้วยน้ำจิ้มเผ็ด ก๋วยเตี๋ยวก็มีหลายแบบหลายสไตล์ และที่สำคัญอาหารเกือบทุกอย่างจะมาพร้อมกับเครื่องเคียงเป็นผักสดและข้าวเหนียว ยิ่งถ้าเป็นตามบ้านมีกับข้าวหลายอย่างก็จะเสิร์ฟมาบนขันโตก แต่ถ้าเป็นส่วนของนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่คงได้กินตามร้านอาหารหรือข้างทางซะมากกว่า 

วันนี้มีอาหารจานเด็ดตำรับลาวแท้มานำเสนอ รับรองว่า หากินไม่ยาก ไม่ต้องไปบุกบ้านพี่น้องชาวลาวตอนกลางค่ำกลางคืนเพื่อหากินแน่นอน 

ลาบกับข้าวเหนียว

ถ้าไปถึงลาวรับรองว่า หนีลาบไม่พ้นต้องได้กินไม่วันใดก็วันนึงแน่นอน สูตรอาจจะต่างไปจากบ้านเรานิด ใส่ใบสะระแหน่มากกว่าหน่อยและอาจจะเผ็ดน้อยกว่า ที่สำคัญมีให้เลือกแซ่บทั้งลาบหมู ลาบเนื้อ ลาบไก่ หรือบางทีก็เป็นลาบปลาคลุกเครื่องใส่มะนาว พริกและหัวหอม แล้วลาบเนื้อที่ไม่ค่อยฮิตกันในไทยฮิตกันมากที่นี่ขอบอก  แตงกวากับถั่วฝักยาวที่มาเป็นเครื่องเคียงก็ช่วยดับความเผ็ดได้ดี  ส่วนคนไม่ทานเนื้ออาจจะลองเป็นลาบเห็ดแทน อร่อยไปอีกแบบ 

ไส้อั่ว

อีกหนึ่งเมนูชื่อดังคือ ไส้อั่ว คนไทยคงคุ้นเคยกันดีกับไส้กรอกหมูเม็ดกลมๆ ขดๆ ที่ย่างถ่านควันโขมงอยู่ตามข้างทาง เครื่องปรุงหลักจะเป็นคอหมู ข่า หอม ผักชี และมะกรูด มีให้เลือกทั้งแบบหั่นเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟบนจานหรือบางทีก็เสียบไม้กินได้เลย มีอีกเวอร์ชั่นนึงให้เลือกคือ แบบไส้เนื้อวัวเผ็ดหรือไส้หมูเปรี้ยวผสมข้าวเหนียว โดยปรุงเสร็จจะวางทิ้งไว้ 2-3 วันที่อุณหภูมิห้องให้เปรี้ยว เอามาแช่เย็นเสร็จก็เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียว กินแล้วเข้ากั๊นเข้ากันกับตำหมากหุ่ง 

ส้มหมู

อีกเวอร์ชั่นนึงของหมูเปรี้ยว งานนี้ทั้งดิบทั้งดองจ๊า ที่นี่เค้าห่อไว้ในใบตอง บางเจ้าก็จะย่างมาแล้ว แต่ถ้าจะให้ได้รสชาติลาวแท้ๆ ต้องกินดิบเท่านั้น พูดถึงส้มหมูแล้วจะลืมอีกจานเด็ดอย่าง ”แหนมข้าวทอด” ไปไม่ได้ แหนมข้าวคลุกกับมะพร้าวอ่อนขูดที่เอามาทอดจนเหลืองกรอบ อร่อยอย่าบอกใคร เมนูนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด 

ข้าวจี่ยัดไส้

อาณานิคมฝรั่งเศสในประเทศลาวนั้นไม่ได้ทิ้งไว้แค่สถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลไว้เป็นอนุสรณ์เท่านั้น  ทันทีที่ข้ามพรหมแดนไปลาว รับรองว่า จะได้เห็นร้านขายขนมปังบาร์แก๊ตอยู่เต็มไปหมด คล้ายๆ กับเมนูชื่อดังอย่างปั๋นหมี่ของเวียดนาม คนลาวก็เอาขนมปังบาร์แก๊ตมาปรับปรุง ยัดโน่นยัดนี่เข้าไป ได้ออกมาเป็นข้าวจี่ยัดไส้ตำรับลาว ข้าวจี่ยัดไส้มีขายทั่วไปตามรถเข็นข้างทาง มีไส้ให้เลือกใส่ทั้งแครอท แตงกวา  หมู ผักชี แล้วก็เหยาะน้ำซอสพริกหวานเข้าไปอีกหน่อย ใครชอบไม่ชอบอะไรก็บอกคนขายเค้าไป แต่มีขายแค่ตอนเช้าเท่านั้นนะ ใครกะจะกินสิ่งนี้แกล้มเบียร์ลาวคงต้องทำใจ แต่ถ้าร่างกายขาดแป้งอย่างหนัก หาบาร์แก๊ตรองท้องไปก่อน 

กาแฟลาว

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กาแฟที่ลาวนั้นคุณภาพเยี่ยมมาก  จะปลูกกันในแถบที่ราบสูงโบลาเวน ที่เมืองปากซอง คุณภาพเม็ดกาแฟนั้นเยี่ยมพอๆ กับกาแฟสายพันธุ์โคลัมเบียเลยทีเดียว กินกับขนมปังตอนเช้ายิ่งแจ่มที่สุด  กาแฟที่นี่จะเสิร์ฟมาในแก้วแทนที่จะเป็นแก้วพลาสติกแบบของไทย ต้นกำเนิดของกาแฟที่นี่มาจากชาวฝรั่งเศสที่นำกาแฟเข้ามาจากเวียดนามในสมัยยุคอาณานิคมต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยความตั้งใจที่จะทำเป็นธุรกิจ หลังจากหมดยุคอาณานิคม ชาวลาวก็สืบต่ออุตสาหกรรมกาแฟ จนกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักอันดับ 5 ของลาวเลยทีเดียว ร้าน JoMa bakery ในตัวเมืองเวียงจันทน์เป็นหนึ่งในร้านที่ควรไปลอง ที่นี่ขึ้นชื่อมากเรื่อง การแฟอาราบิก้า 

ไคแผ่น หลวงพระบาง

ถ้าเรียกว่า มอสหมัก ก็คงไม่มีใครกล้ากิน จริงมั้ย แต่จริงๆ ที่หลวงพระบางมีอะไรคล้ายๆ กันอยู่ คนที่นี่เก็บสาหร่ายจากแม่น้ำโขงเอามาตากแห้ง คลุกเกลือเข้าไปหน่อย เอามาทอดกินแกล้มเบียร์ลาว เถ้าแก่น้อยก็เถ้าแก่น้อยเหอะ! 

เบียร์ลาว

อย่าได้เที่ยวไปลองเหล้ากลั่นสูตรลาวเลยเชียว ไม่งั้นตื่นมาแฮงค์หัวระเบิดเที่ยวไม่สนุกไม่รู้ด้วย ยิ่งพวกเหล้าดองกับงูนี่ตัวดี ว่ากันว่า เหล้าดองงูพวกนี้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้กับท่านชายทั้งหลาย แต่จริงๆ แล้วควรจะเอาเข้าลิสต์  “ป้ายหน้าเถอะ” ไป ส่วนเบียร์ลาวนี่ตรงกันข้าม สิ่งนี้เรียกว่าเป็น สุราประจำชาติ ก็ว่าได้ ใครไม่ได้ลองก็คล้ายๆ กับว่า จะมาไม่ถึงลาวยังไงอย่างงั้น มีเลือกชิมทั้งแบบเข้มมากเข้มน้อย กินแล้วก็ต้องชนแก้ว ภาษาลาวเค้าเว่าว่า “ตำจอก”

ขอบคุณภาพ ส้มหมูป่า จากบล๊อก ลูกสาวเมืองเลย เจ้า ^^ 

Honeymoon for One

posted on 07 May 2013 17:25 by alonniy in Wayfarer directory Travel, Diary
เพื่อนฝรั่งได้ยินเรื่องฉันจะไปฮันนีมูนกับตัวเองที่ซิดนีย์ตอนสิ้นปีเลยตั้งชื่อทริปให้เสร็จว่า Honeymoon for One
เริ่ดจริงๆ!

ส่วนมนุษย์ใจดีอีกหลายคน ก็มักจะแสดงความเห็นใจ ถามไถ่กันว่า
ทำไมฉันจะไปคนเดียว ไม่มีเพื่อนไปด้วยหรือไง
ก็ฉันไม่มีแฟน แน่นอนฉันไม่มีลูก ฉันทำงานเลี้ยงตัวเอง (บวกส่งน้องเรียน)
ถ้านั่งรอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาเกี่ยวไปเที่ยวไหนต่อไหน ชาตินี้ฉันจะได้ไปไหนมั้ย
หรือรอเพื่อนทั้งหลายว่าง เคลียร์งาน เก็บเงิน ลางาน รอจนแก่หง่อม ไม่มีแรงเดิน

และฉันชอบเที่ยวคนเดียว อยากไปเดินที่ๆ อยากเดิน วนซ้ำที่ๆ ชอบ นั่งแช่อยู่นานๆ
จัดตารางเที่ยวเอง ตื่นตอนที่อยากตื่น นอนตอนที่อยากนอน พักตอนที่เหนื่อย
ฉันไปฉลองวาเลนไทน์กับตัวเองมาแล้วที่ฮ่องกง ควรจะยกระดับความสัมพันธ์ไปฮันนีมูนเลยทีนี้

เสียดาย ฉันไม่เคยรู้เลยว่าที่ซิดนีย์มีอีกงานใหญ่ประจำปีที่เรียกว่า Vivid Sydney
งานโชว์แสงสีเสียงฟรีๆ ที่ใช้ทั้งเมืองเป็นผ้าใบ สาดไฟไปบน Opera House เป็นหอยเปลี่ยนสี -..-



งามเจิดจริงๆนะเธอ >///<

เห็นว่าปีนี้มีโชว์น้ำพุเต้นระบำจาก Aquatique Show International ฉันไม่รู้จักหรอก
แต่แอบไปดูคลิปงานที่เยอรมันมาแล้ว งานเค้าเจิดจริงๆ คุณขา

ฉันชอบดูพวก Light show ยิ่งฟรีๆ นี่ของโปรดเลยจริงๆ ตอนไปสิงคโปร์ก็ไปยืนดู Wonderful Show อยู่นานสองนาน พาลให้สงสัยว่า ทำไมกรุงเทพไม่มีกับเค้าบ้าง เมืองใหญ่เค้ามีกัน

งานเดือนนี้ ไม่ทันแล้วสิ T_T
 
จัน เธอว่า Agoda นางจะมีห้องถูกๆ เหลือมั้ยนะ หรือฉันควรตัดใจ รอฮันนีมูนสิ้นปีไปเลย?
ฉันอยากกลับไปสิงคโปรค์ เมืองที่กลิ่นอากาศเหมือนหาดใหญ่
 
เมืองที่ร้อนอบอ้าวต้องอาบน้ำวันละมากกว่า 2 ครั้ง
เมืองที่ถนนสะอาด คนขับรถใจดี ไม่ทำท่าเหมือนจะพร้อมจะขับมาทับเหมือนที่นี่
เมืองที่คนยืนบันไดเลื่อนแล้วเลือกยืนไปหนึ่งฝั่ง อีกข้างไว้ให้คนรีบเค้าเดินกัน
เมืองที่ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ มีให้เห็นกลางถนน ถนนออร์ชาร์ดที่ห้างร้านเรียงราย แต่ต้นไม้ก็เยอะไม่แพ้กัน
เมืองที่ฉันหนีไปตอนอกหัก ที่นั่นทำให้ฉันเข้าใจว่า หัวใจรักษาได้
เมืองที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตในเมืองใหญ่ๆ ไม่ต้องรวยล้นฟ้า ห้องหับไฮโซ 
ฉันแค่อยากได้อากาศดีๆ นั่งอยู่บนม้านั่งริมทางแล้วควันไม่รมตัวตาย
เมืองที่ทำให้รู้ว่า ฉันหมดใจกับกรุงเทพแล้ว ฉันต้องไปจากที่นี่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
กรุงเทพที่ใครคนนั้นบอกว่า เค้าชอบที่นี่ เค้ารักที่นี่ แต่สุดท้ายเค้าก็เลือกจากไปอยู่ดี

ฉันจะกลับไปสิงคโปร์อีกครั้งซักวันนึง ขอไปวนที่ซิดนีย์กับสตอคโฮลม์ก่อนนะ
อยากรู้เหมือนกันว่า กลับไปครั้งหน้า สภาพใจจะเป็นยังไงกันนะ
 
 
ฉันชอบ "ยานแม่" ลำนี้มาก เปิดไฟเรียกกลับขึ้นยานทุกคืนเลย เรียกร้องสุดๆ ...